บทความทั้งหมด

ปรับปรุงล่าสุด 22/01/2563
"อันตรายฝุ่น PM 2.5" ภัยเงียบของลูกน้อย

"อันตรายฝุ่น PM 2.5" ภัยเงียบของลูกน้อย

ตอนนี้หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑล ได้รับการตรวจพบว่ามีฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน  ซึ่งเป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่อันตรายต่อคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่  ทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ แบบนี้เข้าปอดส่วนลึกได้เร็ว และง่ายกว่าผู้ใหญ่ 
 

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์  ได้เปิดเผยถึงข้อมูลผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีผลต่อเด็กเล็ก (โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี)  ว่าเมื่อเด็กได้รับฝุ่นละอองในปริมาณเกินมาตรฐานมาก และสะสมเป็นเวลานาน  จะส่งผลต่อสุขภาพ ดังนี้

  • หายใจไม่สะดวก  รู้สึกระคายเคืองโพรงจมูก   
  • หลอดลมอักเสบ  มีอาการไอและเสมหะ  ส่งผลให้ภูมิต้านทานลดลงติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย
  • ปอดเสื่อม เนื่องจากฝุ่นเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อปอดเป็นเวลานาน
     

จะเห็นว่าอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 ที่มีผลเด็กร้ายแรงไม่แพ้ผู้ใหญ่เลย  กรมอนามัยจึงได้ให้แนวทางการป้องกันต่อคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลเด็กไว้ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในพื้นที่ปริมาณ PM2.5 เกินมาตรฐาน
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 6-8 แก้วต่อวัน
  • ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดและเปิดพัดลมให้อากาศหมุนเวียน
  • ไม่ติดเครื่องยนต์เป็นเวลานานในบริเวณบ้าน
  • สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นก่อนออกจากบ้าน
  • เด็กที่มีโรคประจำตัวควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดและสังเกตอาการ หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออกให้รีบไปพบแพทย์

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถพาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้  เพียงแต่ต้องตรวจเช็คให้ดีว่าอยู่ในพื้นที่ฝุ่นละอองมากเกินมาตรฐานหรือไม่  โดยสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเว็บไซต์ กรมอนามัย หรือติดตั้งแอพพลิเคชั่น Air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ  เพื่อเป็นอีกช่องทางรับข่าวสารที่เชื่อถือได้และสะดวกรวดเร็ว

การสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก  การได้พาลูกน้อยออกไปเที่ยวพบกับสภาพแวดล้อมที่ดี  สูดอากาศบริสุทธิ์  ใกล้ชิดธรรมชาติ  ช่วยให้สุขภาพจิตและสุขภาพร่างกายแข็งแรงไปพร้อมกัน  กลายเป็นเกราะป้องกันอันตรายจากภายนอกได้

HMCK Family และ Pognae สนับสนุนให้ทุกบ้านอุ้มลูกออกไปเที่ยว  พร้อมกับใส่ใจสุขภาพของลูกน้อยด้วยนะคะ

 

ขอขอบคุณข้อมูล
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข